วิถีซีนอดาลิตี้ ตอนที่สาม : นิสัยสามประการ

:::
:::
:::
วิถีซีนอดาลิตี้ ตอนที่สาม : นิสัยสามประการ

วิถีซีนอดาลิตี้ (Synodality) ก้าวเดินไปด้วยกัน ผ่าน "3 นิสัย" ในชีวิตประจำวัน

บทความโดย : นพ. คำนวณ อึ้งชูศักดิ์

ก้าวไปด้วยกันด้วยสามนิสัย

พอได้ยินคำว่า “ก้าวเดินไปด้วยกัน” บางคนอาจจะเข้าใจว่าจะชวนกันไปเดินขบวนประท้วงอะไรหรือเปล่า?

Pope Francis  encourages us to promote #synodality in every aspect of our life

แต่แท้จริงแล้ว การก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตตามหนทางของพระเจ้านั้น เน้นไปที่พฤติกรรม 3 อย่าง ได้แก่ การฟัง (Listening), การไตร่ตรอง (Discernment) และการลงมือทำ (Action) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตประจำวันของเรา

วิถีชีวิตแบบซีนอดาลิตี้ควรเกิดขึ้นใน 2 ระดับ คือ “ระดับบุคคล” และ “ระดับกลุ่ม ชุมชน หรือองค์กร” ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะนำเราไปสู่เป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ ความสนิทสัมพันธ์ (Communion), การมีส่วนร่วม (Participation) และการสานต่อพันธกิจของพระเจ้า (Mission) มิน่าเล่า… ในสัญลักษณ์ของซีนอดาลิตี้ จึงมักจะซ่อนความหมายของคำสำคัญทั้ง 6 คำนี้เอาไว้เสมอ

เราคงเคยเห็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองวางขายอยู่มากมาย และผู้คนที่ต้องการความก้าวหน้าก็มักจะลงทุนซื้อหามาอ่าน ตัวผมเองเมื่อ 40 ปีก่อน เคยลงทุนจ่ายเงินถึง 5,000 บาท (ซึ่งถือว่าแพงมากๆ ในสมัยนั้น) เพื่อไปนั่งฟังคุณ Stephen Covey บรรยายเรื่อง 7 Habits of Highly Effective People ประมาณ 3 ชั่วโมง ในหนังสือของเขาบอกไว้ว่า หากคุณต้องการเป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูง คุณต้องฝึกฝนนิสัย 7 ประการ

มาถึงวันนี้ ผมคิดว่าแนวคิดนั้นมีความคล้ายคลึงกับวิถีซีนอดาลิตี้อยู่มาก แต่วันนี้เราจะมาลองพูดถึง “นิสัย 3 ประการ” ที่จะช่วยให้เรารู้เท่าทันชีวิต มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งตัวเองและคนอื่น และที่สำคัญคือ… จะช่วยให้เราสัมผัสกับมิติทางจิตวิญญาณได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นั่นคือ การฟัง การไตร่ตรอง และการลงมือทำ ที่จะพาเราก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันทั้งในส่วนตัวและส่วนรวมครับ

1. ฟังด้วยใจ (Listening)

คนส่วนใหญ่ชอบ “พูด” มากกว่า “ฟัง” และมักจะเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ เรามักจะมีจุดยืนหรือความคิดบางอย่างฝังอยู่ในใจ หรือมีอคติ (Bias) ซ่อนอยู่แบบไม่รู้ตัว หากคนพูดนำเสนอเรื่องที่ไม่ตรงกับความเชื่อของเรา เราก็มักจะปิดหูไม่รับฟัง หรือไม่แม้แต่จะนำมาพิจารณา

พฤติกรรมนี้ทำให้เราขาดโอกาสที่จะเข้าใจและช่วยเหลือผู้อื่น และที่สำคัญ… เราอาจพลาดโอกาสในการพัฒนาตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น เราจึงควรเปลี่ยนมาเปิดหูรับฟัง เปิดตาให้เห็นสภาพการณ์ หลักปฏิบัติที่ง่ายที่สุดคือ “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ฟังและมองโดยไม่ตัดสินหรือด่วนสรุป ลองเปลี่ยนจากการรับฟังในมุมของเรา ข้ามไปรับฟังผ่านมุมมองและความรู้สึกของผู้พูดดูบ้าง

ตัวอย่างที่เด่นชัดเรื่องหนึ่งคือ จุดเริ่มต้นของโครงการ Good Samaritans เพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย สาธุคุณ แชด วาราห์ (Chad Varah) ผู้ก่อตั้งโครงการนี้ในอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1953 (ซึ่งต่อมาได้กระจายไปทั่วโลก) ท่านเป็นนักบวชที่เทศน์เก่งมาก และเชื่อมั่นว่าหากท่านมีโอกาสเทศน์ให้คนที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตายฟัง ท่านจะสามารถเปลี่ยนใจพวกเขาได้

และมันก็เป็นจริงครับ มีคนมารับคำปรึกษาและเปลี่ยนใจเลิกฆ่าตัวตาย จนคนมาเข้าคิวขอคำปรึกษากันมากมาย ท่านต้องขยายโครงการให้มีที่นั่งรอ และมีผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วยเดินเสิร์ฟกาแฟ แต่เนื่องจากคิวยาวมาก ทำให้คนที่รอหลายคนทยอยถอดใจกลับกันไปก่อน ท่านสาธุคุณกังวลว่าคนเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง พอไปติดตามผล ปรากฏว่าส่วนใหญ่ตอบว่า “มาที่คลินิกแล้วสบายใจ ตั้งสติได้ และเปลี่ยนใจไม่ฆ่าตัวตายแล้ว” ท่านสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น? มารู้ทีหลังว่า ระหว่างที่นั่งรอ ผู้หญิงที่เสิร์ฟกาแฟไม่ได้เสิร์ฟเฉยๆ แต่เธอชวนคนเหล่านั้นคุยด้วย และเนื่องจากเธอไม่มีความรู้เรื่องการให้คำแนะนำ เธอจึงเน้น “การฟัง” เป็นหลัก เป็นการฟังแบบเห็นอกเห็นใจ (Empathetic Listening) ปรากฏว่าคนไข้ได้มีโอกาสเล่าและระบายปัญหาของตนเอง ทำให้เกิดความสบายใจและก้าวผ่านช่วงวิกฤตการฆ่าตัวตายไปได้… นี่แหละครับ คืออานุภาพที่ยิ่งใหญ่ของการฟัง

ในหลักสูตร Synodality 101 ที่ผมได้เข้าไปเรียน มีประเด็นหนึ่งที่ชวนคิดมาก คือ “หลายครั้งที่พระเจ้าตรัสกับเราผ่านคนอื่น และผ่านเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา” ดังนั้น เวลาที่เราตั้งใจฟังคนอื่น มันอาจจะเป็นการที่เรากำลัง “รับฟังพระเจ้า” ไปด้วยก็ได้ ถ้าเราฝึกฝนไปถึงระดับนั้นได้ จิตใจของเราจะอ่อนโยนลงมาก และเป็นสิ่งที่เราควรพยายามพัฒนาให้เกิดขึ้น

เช่น เมื่อเราเห็นคนไร้บ้านต้องนอนข้างถนน แทนที่เราจะมองเห็นพวกเขาเป็นแค่นาย ก. หรือ นาย ข. ที่ดูน่ารำคาญ ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า เรากำลังเห็นองค์พระคริสตเจ้าอยู่ในตัวพวกเขา ช่วงแรกๆ อาจจะยากสักหน่อย แต่น่าลองฝึกดูนะครับ

2. ไตร่ตรองด้วยพระวาจา (Discernment)

หากเราไปเปิดตำราการบริหาร จะมีบทเรียนมากมายสอนวิธีตัดสินใจ หลายครั้งเมื่อเราได้ยิน ได้ฟัง หรือได้เห็นเหตุการณ์บางอย่าง เรามักจะตัดสินใจตามความเคยชิน โดยมีหลักวิชาการต่างๆ มารองรับ บางเรื่องก็ตัดสินใจง่ายๆ เช่น เย็นนี้จะไปงานวันเกิดเจ้านาย หรือจะพาลูกไปกินข้าวตามที่รับปากไว้ดี? แต่บางเรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น

วิถีซีนอดาลิตี้สอนเราว่า นอกจากหลักการทางโลกแล้ว เราควรถามพระเจ้าด้วยว่า “ถ้าเป็นพระองค์ พระองค์จะทรงตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไร?” แน่นอนว่า มันอาจไม่ได้ง่ายถึงขั้นที่เราจะได้ยินเสียงคำตอบดังเปรี้ยงปร้างจากสวรรค์ เหมือนตอนที่นักบุญเปาโลประสบระหว่างทางไปกรุงดามัสกัส แต่มันมักจะมาในรูปแบบของ “เสียงเบาๆ ที่อยู่ลึกๆ ในใจ” ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า “มโนธรรม” (Conscience) มันคือเสียงที่คอยท้วงติงหรือรบกวนจิตใจ หากสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นไม่ดีหรือไม่เหมาะสม และเป็นเสียงกระซิบชื่นชมเบาๆ เมื่อเราได้ตัดสินใจเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ผมเคยดูคลิปวิดีโอเล่าเรื่องการตัดสินใจของประธานาธิบดี แฮร์รี เอส. ทรูแมน (Harry S. Truman) ที่จะใช้ระเบิดปรมาณูทำลายเมืองในญี่ปุ่น เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองโดยเร็ว ในฐานะนักการเมือง เขาย่อมคิดทำอะไรที่เห็นผลรวดเร็วทันตา หากปล่อยให้สงครามยืดเยื้อ ญี่ปุ่นจะสู้แบบยอมตายถวายหัว ซึ่งทหารอเมริกันก็จะต้องเสียชีวิตเพิ่มอีกมหาศาล แต่หากใช้อาวุธร้ายแรงที่สามารถทำลายล้างเมืองทั้งเมืองได้โดยไม่ต้องสูญเสียทหารอเมริกันเลย ญี่ปุ่นย่อมต้องยอมจำนน… แต่นั่นแลกมากับการที่ประชาชนธรรมดาหลายหมื่นคนต้องตายแทน

ทรูแมนได้ปรึกษากับนายพล ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) คำตอบที่ได้รับคือ “อย่าใช้ระเบิดปรมาณู” เหตุผลที่ไอเซนฮาวร์ตัดสินใจเช่นนั้น มาจากประสบการณ์ทางทหารที่ประเมินแล้วว่า แม้ญี่ปุ่นจะเสียงแข็ง แต่สภาพการต้านทานนั้นหมดลงแล้ว สามารถใช้วิธีปิดล้อม หรือเมื่อโซเวียตประกาศสงคราม ญี่ปุ่นก็จะยอมแพ้เอง และอีกเหตุผลสำคัญคือ ท่านได้เห็นความยากลำบากของประชาชนในเมืองต่างๆ ที่ราบเป็นหน้ากลองจากการทิ้งระเบิดในยุโรปมาแล้ว “สัญชาตญาณแห่งมนุษยธรรมและมโนธรรม” บอกท่านว่าไม่ควรทำ ท่านจึงกล้าตอบปฏิเสธไปตรงๆ แม้ประธานาธิบดีจะไม่ชอบใจและไม่เห็นด้วยก็ตาม

มนุษย์ทุกคนมีมโนธรรม ซึ่งเป็นเสียงที่มาจากจิตของพระเจ้าที่มอบให้เราตั้งแต่ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์ ดังนั้น ให้เราหัดฟังเสียงมโนธรรม ฟังเสียงพระเจ้าก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรที่กระทบต่อผู้อื่น

แต่มโนธรรมของเรานั้นต้องการ “อาหาร” มาหล่อเลี้ยง ซึ่งสำหรับคริสตชน อาหารที่สำคัญที่สุดก็คือ พระวาจาของพระเจ้า เราจึงต้องหมั่นอ่าน ฟัง และไตร่ตรองพระวาจาอยู่เป็นประจำครับ

3. ลงมือทำเพื่อพระเจ้า (Action)

นิสัยสองข้อแรก (การฟังและการไตร่ตรอง) เน้นที่การ “หลุดออกจากตัวเอง” ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เพราะอัตตาคือศัตรูตัวร้ายที่สุดของการรับฟัง หากเราไม่สลัดความยึดติดในตัวเองทิ้งไป เราจะฟังไม่เป็นและไตร่ตรองไม่ได้

แต่สำหรับนิสัยที่ 3 นี้ จะแตกต่างออกไปครับ คือ เมื่อเราฟังและไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว เราต้อง “ลงมือทำ” เวลาที่จะลงมือทำสิ่งดีๆ อย่าลังเล อย่ามัวแต่รอ หรือผลักภาระไปให้คนอื่นทำ แต่เราต้องลงมือทำในส่วนที่ “เราพอจะทำได้” ทันที แล้วค่อยไปชักชวนหรือสนับสนุนให้คนอื่นมาร่วมทำต่อ

ครั้งล่าสุดที่ผมเดินทางไปเมืองรีโอเดจาเนโร (Rio de Janeiro) ประเทศบราซิล หน้าโรงแรมที่พักมีคนแก่ไร้บ้านมานอนข้างทางเท้าหลายคน บางคนต้องไปคุ้ยหาเศษอาหารในถังขยะ ทุกเย็นผมจะซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดกลับมากินที่โรงแรม ซึ่งอาหารที่นั่นเสิร์ฟเป็นชุดใหญ่มากจนคนเดียวกินไม่หมด ถ้าผมคิดการใหญ่ ผมคงบอกว่า “ปัญหานี้ต้องรอให้รัฐบาลมาแก้” แต่ถ้าผมคิดแค่ว่า “อาหารชุดนี้ของเรา แบ่งครึ่งกิน 2 คนได้สบายๆ” ผมก็เลือกที่จะแบ่งปันและลองทำดูทันที

ในขณะเดียวกัน ผมก็ลองสืบค้นดูว่ามีหน่วยงานไหนบ้างที่แก้ปัญหานี้ไปถึงระดับต้นตอ ก็พบว่ามี องค์กรคาทอลิกท้องถิ่น เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันระบบกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีการยึดบ้านของประชาชน (กฎหมายอาจจะอนุญาตให้ยึดวิทยุ โทรทัศน์ หรือรถยนต์ได้ แต่ห้ามยึดบ้านเด็ดขาด) ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ยอดเยี่ยมมากครับ

ในหนังสือพัฒนาตนเองทุกเล่ม จะเน้นย้ำเรื่อง “การลงมือทำ” เพราะการกระทำจะนำไปสู่การแก้ปัญหา หรือต่อให้ยังแก้ไม่ได้ในทันที มันก็จะเป็นบทเรียนให้เราไตร่ตรองว่าควรทำอย่างไรต่อไป และที่สำคัญที่สุด… เมื่อเราได้ลงมือทำ เราจะรู้สึกดีกับตัวเราเองที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา และได้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ตรงกันข้าม “การไม่ลงมือทำ” คือ “การละเลย” หากทุกท่านจำบทสารภาพบาป (Confiteor) ได้ จะมีประโยคทองประโยคหนึ่งที่บอกว่า:

“ข้าพเจ้าขอสารภาพต่อพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ… ว่าข้าพเจ้าได้ทำบาปมากมายด้วย กาย วาจา ใจ และด้วยการละเลย”

ความผิดของคนเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ครับ กลุ่มแรกคือ การลงมือทำในสิ่งที่ผิด และกลุ่มที่สองคือ การไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง (ที่ตัวเองควรจะทำ) ซึ่งประการหลังนี้… เป็นสิ่งที่เรามักจะลืมและไม่ค่อยนึกถึงกันเลยครับ

💬 คำถามชวนคุยและไตร่ตรอง (Reflection)

อ่านบทความจบแล้ว มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันในกลุ่ม Facebook ของเรานะครับ:

  1. คุณเคยมีประสบการณ์ในการพยายามพัฒนา “จุดอ่อน” ของตนเองในด้านใดบ้างหรือไม่? และผลลัพธ์เป็นอย่างไร?

  2. หากให้ประเมินตนเองตามตรง คุณคิดว่าคุณเป็นคน “ชอบฟัง” หรือ “ชอบพูด” มากกว่ากัน? ชอบเป็นคนให้คำแนะนำ หรือชอบที่จะพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน?

  3. เวลาที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญที่อาจกระทบต่อคนอื่น คุณใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ?

  4. คุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับ “มโนธรรม” ของตัวเองอย่างไรบ้าง? (เช่น รู้สึกไม่สบายใจเมื่อทำผิด, รู้สึกมีพลังใจเมื่อทำดีแม้ไม่มีใครเห็น) และคุณมีวิธีหล่อเลี้ยงมโนธรรมของคุณอย่างไร?

  5. หากลองทบทวนตัวเองดู คุณคิดว่าคุณเผลอทำความผิดในกลุ่มไหนมากกว่ากัน ระหว่าง “ทำผิดต่อผู้อื่นโดยรู้ตัว” หรือ “ละเลยที่จะทำสิ่งที่ดี (ทั้งที่รู้ว่าควรทำและอยู่ในวิสัยที่ทำได้)”?

[ CTA : ปุ่ม ลิ้งค์ไป ถาม-ตอบ ทาง Facebook Group : TC Hub Group ]

...

📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References):

ร่วมถาม-ตอบ Synodality ที่คุณสงสัย

ทางกลุ่มเฟซบุ๊ค Synodality : Walking Together – Thai Catholic Hub

Leave a Reply

บทความอื่นๆ
Tags
Advertorial | บทความจากผู้สนับสนุน