วิถีซีนอดาลิตี้ (Synodality) EP.5: จุดหมายอยู่ที่ใด

:::
:::
:::
วิถีซีนอดาลิตี้ (Synodality) EP.5: จุดหมายอยู่ที่ใด

วิถีซีนอดาลิตี้ (Synodality) EP.5: จุดหมายอยู่ที่ใด? เรากำลังก้าวไปทำอะไร

บทความโดย : นพ. คำนวณ อึ้งชูศักดิ์

วิสัยทัศน์ของพันธกิจ: เราก้าวเดินไปเพื่ออะไร?

วิถีซีนอดาลิตี้มีคำสำคัญ 3 คำ หรือ 3 เสาหลัก คือ Communion (ความสนิทสัมพันธ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน), Participation (การมีส่วนร่วม), และ Mission (พันธกิจ)

สังเกตไหมครับว่าคำว่า “พันธกิจ” อยู่รั้งท้ายสุด คล้ายกับกำลังจะบอกว่า… ที่เราก้าวเดินไปด้วยกันนั้น ไม่ใช่การเดินแบบเรื่อยเปื่อย แต่มีจุดมุ่งหมายคือการร่วมมือกันทำพันธกิจของพระคริสตเจ้า

โดยปกติแล้ว พันธกิจจะไม่มาโดดๆ แต่จะต้องถูกนำมาก่อนด้วย “วิสัยทัศน์” (Vision) หรือจุดหมายปลายทางที่ต้องการไปให้ถึงเสียก่อน แล้วจึงค่อยกำหนดพันธกิจว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้มั่นใจว่าจะไปถึงปลายทางนั้นได้ แต่ในเรื่องซีนอดาลิตี้ มีแต่คำว่า Mission ซึ่งมักจะถูกอธิบายกว้างๆ ว่าพันธกิจคือการไปประกาศข่าวดี ประกาศพระวรสาร หรือบางคนก็บอกว่าเพื่อร่วมพันธกิจการไถ่กู้มนุษยชาติขององค์พระคริสตเจ้า

ปัญหาสำหรับสัตบุรุษชาวบ้านทั่วไปคือ… นึกไม่ออกว่าจะไปร่วมพันธกิจเหล่านี้ได้อย่างไร? จะดีไหมครับถ้าเราลองทำให้พันธกิจนี้เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์แบบง่ายๆ ซึ่งน่าจะอยู่ที่ “การพยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน” ให้เกิดขึ้นระหว่างตัวเรากับทุกคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย และกับพระเจ้า ซึ่งหากทำสิ่งนี้ได้ ก็ถือเป็นการประกาศพระวรสารด้วยชีวิตแล้วครับ

ทำความเข้าใจคำว่า Communion (ความเป็นหนึ่งเดียวกัน)

คำว่า Communion ที่เราแปลว่าความเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น อาจจะยังไม่ค่อยจุใจนักแต่ก็ควรใช้คำนี้ไปก่อน เรามักเห็นคำนี้ใช้เรียกศีลมหาสนิท (Sacrament of Communion) ซึ่งมีความหมายที่กินใจมาก คำว่า “มหาสนิท” คือความสัมพันธ์ที่สนิทแนบแน่น แยกออกจากกันไม่ได้ระหว่างมนุษย์และพระเจ้า หากแยกออกจากกันแล้วก็หมดคุณค่า หมดความหมาย และเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีเงื่อนไข

ชีวิตแต่งงานก็ถือเป็น Communion ชีวิตนักบวชที่อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะก็เรียกว่าเป็น Communion life คำนี้มีความลึกซึ้งมาก ทางคาทอลิกสอนให้เรามีมิติความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวใน 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า

วิสัยทัศน์ของพระศาสนจักรซึ่งรับต่อมาจากพระคริสตเจ้าคือ ทำให้มนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน และทำให้มนุษย์สนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า ซึ่งตรงกับบทบัญญัติสำคัญสองข้อที่พระคริสตเจ้าทรงสรุปไว้คือ ให้มนุษย์รักกันและกัน และให้มนุษย์รักพระเจ้าเหมือนที่พระเจ้ารักมนุษย์

ยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เพิ่ม “ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ” เข้าไปด้วย เพราะหากมนุษย์ทำลายธรรมชาติ มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้จากสภาพอากาศที่แปรปรวนสุดขั้ว ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มนุษย์ทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุขอย่างแท้จริง (Peace) ทั้งในโลกนี้ และเมื่อชีวิตการเดินทางของแต่ละคนบนโลกสิ้นสุดลง เราจะร่วมก้าวเดินไปรับชีวิตนิรันดร์ต่อไปตามแผนการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า

ความเป็นหนึ่งเดียว เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ในโอกาสที่มหาอธิการของคณะเยซูอิต คุณพ่อโซซา (Fr. Arturo Sosa, SJ) มาเยือนเมืองไทยและท่านได้พูดคุยเรื่องความร่วมมือระหว่างคณะนักบวชเยซูอิตและสัตบุรุษ ท่านได้พูดถึงเรื่องวิถีซีนอดาลิตี้ โดยเน้นย้ำ 2 คำสำคัญ คือ Reconciliation (การกลับคืนดี) และ Collaboration (การร่วมมือกัน)

ผมได้มีโอกาสถามท่านว่า สองคำที่ท่านใช้เชื่อมโยงกับความเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร? ท่านบอกว่า สังคมของโลกเราทุกวันนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่ชอบพอกัน การทะเลาะ และการใช้ความรุนแรง ทำสงครามทำร้ายกัน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว

เราจะกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ก็ต่อเมื่อเราเน้น “การกลับคืนดี” ซึ่งทำได้ด้วยการให้ (Give and Forgive) หรือการให้สิ่งที่ผู้อื่นขาดแคลนและจำเป็น และเนื่องจากเราเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดตลอดเวลา การให้อภัยแก่กันและกันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก นับว่าเป็นรูปธรรมที่ดีมาก หากทุกวันเราแต่ละคนตื่นขึ้นมาและตั้งใจว่าจะให้สิ่งดีๆ แก่คนรอบข้าง โลกเราคงน่าอยู่ขึ้น ทันทีที่มีใครมาล่วงเกินหรือทำผิดต่อเราก็ยอมให้อภัยโดยไม่ประวิงเวลา รวมถึง “การขอโทษ” หากเราทำผิดพลาดก็ต้องรีบขอโทษต่อคนอื่นและต่อพระเจ้า

ส่วนคำว่า Collaboration นั้นแสดงถึงความร่วมมือที่อยู่ในขั้นสูงสุด ในระดับ “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ” ไม่ใช่เพียงการรับรู้ พยักหน้า หรือแค่ตามเชียร์เฉยๆ ซึ่งจำเป็นอย่างมากในวิถีซีนอดาลิตี้

พันธกิจที่เราต้องก้าวไปทำ (Mission Impossible?)

คำว่า “พันธกิจ” มักจะให้ความรู้สึกถึงภารกิจที่ไม่ธรรมดา ค่อนข้างยาก ต้องทุ่มเท เอาใจใส่ และพยายามทำให้ถึงที่สุด เหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible ที่ทุกตอนล้วนแต่เป็นภารกิจที่ยุ่งยากและท้าทาย

แปลว่าวิถีซีนอดาลิตี้ ที่พระศาสนจักรกำลังเชื้อเชิญให้เรามาร่วมเดินไปด้วยกันนั้น ไม่ใช่การเดินเล่นชมนกชมไม้หรือนั่งรถสบายๆ แล้วไปถึงจุดหมาย แต่เราต้องออกแรง แบกเป้สัมภาระของตัวเราเอง แถมบางทีต้องไปช่วยพยุงคนเฒ่าคนแก่และคนที่ขาดความพร้อมต่างๆ ต้องปีนเขาบ้างโดยไม่มีกระเช้าไฟฟ้าอำนวยความสะดวก

เดิมทีเรามักจะคิดว่า… ให้เราเป็นคริสตชนที่ดี ไปวัด แก้บาป รับศีล บริจาค สวดภาวนาเช้าเย็น รักและดูแลคนใกล้ตัว แค่นี้น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังถูกขอให้ทำเพิ่มขึ้น หากดูจากแบบอย่างชีวิตของพระคริสตเจ้า พระองค์จะมุ่งไปรักษาคนที่เจ็บป่วย ไปหาคนที่สังคมสมัยนั้นตราหน้าว่าเป็นคนบาป เวลาที่ทรงเห็นอะไรที่ไม่ถูกต้อง พระองค์ก็ไม่นิ่งเฉย พร้อมที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร

เรากำลังถูกเรียกร้องให้ทำอะไรที่มากกว่าเดิมและท้าทายกว่าเดิม หากจะสรุปให้เข้าใจง่าย พันธกิจที่เราทุกคนสามารถทำได้ แบ่งออกเป็น 2 ระดับครับ:

1. พันธกิจระดับบุคคล

การดำเนินชีวิตส่วนตัวอย่างดีเป็นสิ่งที่ควรทำต่อไป ถือเป็นการเป็น “ประจักษ์พยาน” ของพระคริสตเจ้าต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะในครอบครัวและที่ทำงาน

พวกเราคงรู้จักนักเขียนคาทอลิก คุณณรงค์ฤทธิ์ ยงจินดารัตน์ (ปะการัง) ท่านเป็นเพชรน้ำงามของวงการนักเขียนคาทอลิกและระดับประเทศ เคยได้รับรางวัลพานแว่นฟ้า วันหนึ่งผมไปนิทรรศการหนังสือแห่งชาติ มีคนคุยกับท่านเรื่องการมาเป็นคาทอลิก ผมก็เอียงหูไปแอบฟัง ท่านบอกว่าท่านเป็น “คาทอลิกยืน” คือเปลี่ยนมาติดตามพระคริสตเจ้าตอนโตและวัยทำงานแล้ว

ช่วงที่ท่านทำงานอยู่ที่อเมริกา งานยุ่งจนหัวหมุน เย็นแล้วก็ยังต้องหมกมุ่นเพื่อทำให้งานเสร็จ ชีวิตคงเซ็งมากเอาการ แต่ในที่ทำงานมีเพื่อนชาวอินโดนีเซียที่เป็นคาทอลิก เป็นคนอัธยาศัยดี ทำงานแข็งขัน ทว่าพอตอนเย็นหากเลิกงานแล้วมีนัดประชุมกัน เพื่อนคนนี้จะต้องขอตัวบอกว่า “ต้องไปมิสซาที่วัดในเมืองก่อน” คุณปะการังบอกว่า ตัวอย่างนี้แหละที่ทำให้ท่านฉุกคิดว่า คำสอนของศาสนาคาทอลิกคงมีอะไรที่ดีจนทำให้เพื่อนของตนศรัทธา และดูมีชีวิตที่สมดุลทั้งเรื่องงานและมิติทางจิตวิญญาณ ซึ่งนี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณปะการังแสวงหาหนทางของพระเจ้าจนมานับถือศาสนาคาทอลิก

หากเราคิดเสมอว่าให้เรามีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นและกับพระเจ้า เราก็ย่อมกำลังทำพันธกิจในระดับปัจเจกบุคคลแล้ว แต่อย่าเพิ่งหยุดแค่นั้นครับ ให้เราเดินต่อในระดับที่สองเท่าที่จะทำได้

2. พันธกิจระดับกลุ่ม

เมื่อเราทำหน้าที่ในระดับบุคคลอย่างดีแล้ว พระเจ้าจะทรงเรียกให้เราก้าวไปทำในระดับที่ท้าทายขึ้น เป็นสิ่งที่ลำพังทำคนเดียวไม่สำเร็จ ต้องทำเป็นหมู่คณะ เนื่องจากไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล แต่เป็นปัญหาของสังคมที่มีรากเหง้ามาจากระบบโครงสร้างและความไม่ยุติธรรมต่างๆ

ตัวอย่างเช่น พระศาสนจักรเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาความยากจน คนไร้บ้าน คนไร้สัญชาติ ผู้อพยพ ฯลฯ ลำพังแค่การบริจาคเงินไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ต้องช่วยกันสร้างงาน สร้างทักษะ แก้ไขกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งงานเหล่านี้ต้องทำในรูปแบบหมู่คณะ

นับเป็นเรื่องดีที่สภาพระสังฆราชได้มีหน่วยงานต่างๆ รับโจทย์เหล่านี้ไปชักชวนให้สัตบุรุษร่วมมือกัน และเรายังมี “สภาอภิบาลวัด” ในทุกวัด ในวิถีซีนอดาลิตี้นั้น พระคริสตเจ้ากำลังเชื้อเชิญให้สัตบุรุษและสภาอภิบาลได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคมเชิงระบบมากยิ่งขึ้น นับเป็นความท้าทายที่ทุกคนจะตอบรับคำเชิญและเข้ามามีส่วนร่วม (Participate and Collaborate) รับฟังปัญหา ไตร่ตรอง ลงมือแก้ไข และนำบทเรียนต่างๆ มาเรียนรู้ร่วมกันว่าอะไรทำแล้วได้ผล อะไรทำแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ และอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง

บทสรุป: มาร่วมตอบรับคำเชื้อเชิญกัน

เวลาดูหนัง Mission Impossible เนื้อเรื่องมักจะเน้นที่ความเก่งกาจของพระเอกเป็นสำคัญ พระเอกทำให้ภารกิจสำเร็จ แต่ใน “พันธกิจของพระเจ้า” นั้น เน้นที่ความมีน้ำใจ ความตั้งใจ และความเต็มใจของสัตบุรุษทุกคน โดยมีพระเอกตัวจริงคือ องค์พระคริสตเจ้า

แม้พันธกิจนี้อาจจะเป็นเรื่องยากที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่หากเรามี “ความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างกันและกัน และกับพระคริสตเจ้า” ทุกอย่างจะเป็นไปได้อย่างแน่นอนครับ… มาร่วมตอบรับคำเชิญนี้ด้วยกันนะครับ!

💬 คำถามชวนคุยและไตร่ตรอง (Reflection)

อ่านบทความจบแล้ว มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันในกลุ่ม Facebook ของเรานะครับ:

  1. ลองทบทวนประสบการณ์ของคุณดูครับ… การเอ่ยปาก “ขอโทษ” หรือการ “ให้อภัย” ใครสักคนในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เคยช่วยเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์รอบตัวคุณให้ดีขึ้น หรือทำให้ใจคุณเบาสบายขึ้นอย่างไรบ้าง?

  2. ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่า “การดำเนินชีวิต” หรือ “การกระทำ” แบบไหนในที่ทำงาน/ที่โรงเรียน (โดยที่เราไม่ต้องคอยเทศน์สอนใคร) ที่ถือเป็นการทำพันธกิจระดับบุคคล และสามารถดึงดูดใจคนรอบข้างให้สัมผัสถึงความรักของพระเจ้าได้ดีที่สุดครับ?

  3. หากวันนี้ สภาอภิบาลวัดของคุณกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อทำ “โปรเจกต์ใหม่เพื่อชุมชน” คุณอยากให้วัดของคุณโฟกัสไปที่ปัญหาสังคมเรื่องใดมากที่สุด? และตัวคุณเองพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม (Participate) ในบทบาทไหนครับ? 

[ CTA : ปุ่ม ลิ้งค์ไป ถาม-ตอบ ทาง Facebook Group : TC Hub Group ]

...

…

📚 แหล่งข้อมูลอ้างอิง (References):

…

ร่วมถาม-ตอบ Synodality ที่คุณสงสัย

ทางกลุ่มเฟซบุ๊ค Synodality : Walking Together – Thai Catholic Hub

Leave a Reply

บทความอื่นๆ
Tags