11 มิถุนายน ระลึกถึง นักบุญบารนาบัส อัครสาวก | "ผู้เป็นสะพานแห่งโอกาสและผู้มอบคำหนุนใจ"
ในบรรดาประวัตินักบุญคาทอลิกยุคอัครสาวกผู้ร่วมวางรากฐานคริสตจักร นามของนักบุญบารนาบัส อัครสาวก (St. Barnabas the Apostle) คือบุรุษผู้มีหัวใจกว้างขวางดุจมหาสมุทร แม้ท่านจะไม่ใช่หนึ่งในอัครสาวกสิบสองคนแรกที่ติดตามพระเยซูเจ้าในช่วงที่ทรงพระชนม์ชีพบนโลก ทว่าพระศาสนจักรจัดเกียรติให้ท่านดำรงตำแหน่งอัครสาวกเนื่องจากวิถีชีวิต ความร้อนรน และการอุทิศตนในงานธรรมทูตอันยิ่งใหญ่ที่ไม่แพ้ผู้ใดในยุคแรกเริ่ม
ชีวประวัติสังเขป (Saint Profile)
กำเนิด ณ: เกาะไซปรัส (Cyprus) มีชื่อเดิมว่า โยเซฟ เป็นชาวยิวในเผ่าเลวี
ช่วงเวลาแห่งชีวิต: ศตวรรษที่ 1
วาระสุดท้าย: ท่านกลับคืนสู่บ้านของพระบิดาจากการเป็นมรณสักขีประมาณ ค.ศ. 61 ณ เมืองซาลามิส (Salamis) เกาะไซปรัส
บทบาท: อัครสาวก, ผู้นำคริสตจักรยุคแรก, และธรรมทูตผู้บุกเบิก
วันระลึกถึง: 11 มิถุนายน
องค์อุปถัมภ์: ประเทศไซปรัส, ผู้ที่เผชิญกับความแตกแยก, และการระงับข้อพิพาท/ผู้ประสานรอยร้าว
พันธกิจหลัก: พันธกิจแห่งการหนุนใจและการประกาศข่าวดีร่วมกับต่างชาติ โดยการเป็นผู้รับรองนักบุญเปาโลต่ออัครสาวก และการร่วมก่อตั้งคริสตจักรที่อันติโอก
มรดกแห่งความเชื่อและวิถีแห่งศิษย์พระคริสต์
นักบุญบารนาบัส อัครสาวก ได้ดำเนินชีวิตตามความหมายของชื่อที่บรรดารุ่นพี่อัครสาวกตั้งให้คือ “บุตรแห่งการบรรเทาใจ” (Son of Encouragement) ท่านนำทางคาทอลิกไทยให้เห็นถึงคุณค่าของการมองคนรอบข้างด้วยสายตาแห่งความเมตตา การรู้จักให้โอกาส และการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรักของพระเจ้าไปสู่ทุกคนโดยไม่มีอคติ
ผู้สละทรัพย์สินและผู้ให้โอกาสแก่ 'เซาโล'
จุดเริ่มต้นในพระศาสนจักรของท่านงดงามและโปร่งใสยิ่ง บารนาบัสได้ขายที่ดินของตนและนำเงินทั้งหมดมาวางไว้ที่เท้าของอัครสาวกเพื่อช่วยเหลือคนจน ทว่าสิ่งที่เป็นวีรกรรมฝ่ายจิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ เมื่อ “เซาโล” (นักบุญเปาโล) กลับใจคริสตชนในเยรูซาเล็มต่างหวาดกลัวและไม่เชื่อใจอดีตผู้ข่มเหงคนนี้ มีเพียงบารนาบัสที่ก้าวเข้าไปหา พาเซาโลไปพบอัครสาวก และช่วยยืนยันความจริงใจ ท่านจึงเป็นผู้เปิดประตูและให้โอกาสแก่นักบุญเปาโลได้เริ่มต้นพันธกิจประกาศข่าวดีที่ยิ่งใหญ่ต่อโลก
ผู้นำข่าวดีไปสู่ต่างชาติและเยาวชนที่ล้มเหลว
ท่านได้รับมอบหมายให้ไปดูแลคริสตจักรที่เมืองอันติโอก ซึ่งที่นั่นมีคนต่างชาติกลับใจเป็นจำนวนมาก พันธกิจของท่านเจริญงอกงามเพราะท่านเป็นคนดี เปี่ยมด้วยพระจิตและความเชื่อ นอกจากการดึงนักบุญเปาโลมาร่วมงานแล้ว ท่านยังให้โอกาสแก่ “ยอห์น มาร์ก” (นักบุญมาร์ก ผู้นิพนธ์พระวรสาร) เยาวชนที่เคยท้อถอยและทิ้งงานแพร่ธรรมกลางคันในอดีต บารนาบัสได้ช่วยประคับประคองจนมาร์กกลับมาเข้มแข็งและกลายเป็นผู้นิพนธ์พระวรสารที่ล้ำค่าในที่สุด
มรณสักขีแห่งเกาะไซปรัส
ในบั้นปลายชีวิต ท่านได้เดินทางกลับไปประกาศข่าวดีที่เกาะไซปรัสบ้านเกิด ความร้อนรนในการเทศนาสั่งสอนทำให้กลุ่มผู้ต่อต้านไม่พอใจ ท่านถูกจับกุมและถูกทารุณกรรมอย่างหนักจนกระทั่งสิ้นใจในฐานะมรณสักขี โดยตามธรรมประเพณีเชื่อกันว่า ร่างของท่านถูกฝังพร้อมกับสำเนาพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญแมทธิวที่ท่านได้คัดลอกด้วยมือของตนเองตลอดชีวิต
วาระสุดท้ายของท่านเป็นอย่างไร?
ท่านสิ้นใจจากการถูกกลุ่มผู้ต่อต้านใช้หินขว้างใส่จนเสียชีวิตที่เมืองซาลามิส (Salamis) บนเกาะไซปรัส ท่านเผชิญหน้ากับความตายด้วยความสงบและสวดภาวนาเลียนแบบพระอาจารย์เจ้า ก่อนจะกลับคืนสู่บ้านของพระบิดาอย่างสมเกียรติศักดิ์ศรีอัครสาวก
องค์อุปถัมภ์ (Patron Saint)
ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ของบรรดารัฐบุรุษหรือผู้ทำหน้าที่ประสานรอยร้าว ผู้ที่ต้องการคำหนุนใจในยามท้อแท้สิ้นหวัง และเป็นที่พึ่งของธรรมทูตผู้ทำหน้าที่ต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่คริสตจักร
บทไตร่ตรอง (Reflection)
ชีวิตของ นักบุญบารนาบัส อัครสาวก สอนเราว่า “การให้โอกาสคนคือการแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” หากในวันนั้นบารนาบัสไม่ยื่นมือเข้าหานักบุญเปาโล หรือไม่ให้โอกาสแก้ตัวแก่นักบุญมาร์ก พระศาสนจักรอาจจะสูญเสียธรรมทูตและพระวรสารที่สำคัญไปตลอดกาล ในสังคมปัจจุบันที่มีแต่การจับผิดและซ้ำเติม ขอให้เราเลียนแบบท่านในการเป็น “ผู้บรรเทาใจ” คอยส่งต่อคำพูดที่ให้กำลังใจ และพร้อมที่จะให้โอกาสแก่พี่น้องคริสตชนรอบข้างเสมอ
บทภาวนา (Prayer)
ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาและทรงโปรดให้นักบุญบารนาบัส อัครสาวก เต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อและพระจิตเจ้าเพื่อนำข่าวดีไปสู่ต่างชาติ ขออาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน โปรดประทานพระหรรษทานให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีหัวใจที่กว้างขวาง กล้าที่จะให้โอกาสผู้อื่น และขอให้คำพูดของข้าพเจ้าเป็นคำพูดที่สร้างสรรค์ หนุนใจ และนำพาสันติสุขมาสู่ทุกคนด้วยเทอญ อาแมน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมท่านถึงได้ชื่อว่า "บารนาบัส" ทั้งที่มีชื่อเดิมว่าโยเซฟ?
เพราะบรรดาอัครสาวกเห็นจริยวัตรของท่านที่เป็นคนชอบช่วยเหลือ หนุนใจ และปลอบประโลมผู้อื่น จึงตั้งนามใหม่ให้ว่า บารนาบัส ซึ่งในภาษาอารามิกแปลว่า “บุตรแห่งการบรรเทาใจ” หรือบุตรแห่งความบรรเทาเล้าโลมครับ
ท่านมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียกคำว่า "คริสตชน"?
ท่านเป็นผู้ดูแลคริสตจักรที่เมืองอันติโอกร่วมกับนักบุญเปาโล และที่เมืองอันติโอกนี้เองที่บรรดาศิษย์พระคริสต์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “คริสตชน” (Christians) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกครับ
ข้อความในพระคัมภีร์กล่าวถึงบุคลิกของท่านอย่างไร?
ในหนังสือกิจการอัครสาวก (Acts 11:24) ได้บันทึกยกย่องท่านไว้ชัดเจนว่า “เพราะบารนาบัสเป็นคนดี เต็มเปี่ยมด้วยพระจิตเจ้าและความเชื่อ” ซึ่งเป็นหนึ่งในคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระคัมภีร์ครับ
บทสรุป: นักบุญบารนาบัส อัครสาวก สะพานแห่งความรักผู้สร้างคนสร้างงาน
ท่านคือต้นแบบของศิษย์พระคริสต์ผู้ยอมสละทรัพย์สินเพื่อส่วนรวม และเป็นผู้มองเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น ความใจดีและการให้โอกาสของท่านได้สร้างยอดธรรมทูตอย่างนักบุญเปาโลและนักบุญมาร์กให้แก่พระศาสนจักรคาทอลิกสืบมา
TC Hub | Connecting in Christ: ขอส่งกำลังใจให้แก่สมาชิก ทีมงาน และอาสาสมัครทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังทำหน้าที่ต้อนรับ แนะนำ หรืออภิบาลผู้กลับใจใหม่และเยาวชน ขอให้หัวใจที่เปี่ยมด้วยการบรรเทาใจของนักบุญบารนาบัส บันดาลใจให้ท่านเป็นผู้รับฟังและมอบโอกาสที่ดีงามให้แก่พี่น้องทุกคนเพื่อเติบโตในความรักของพระคริสต์ไปด้วยกันครับ
St. Barnabas: The Son of Encouragement and Patron of Opportunity
St. Barnabas, a Jewish Levite from Cyprus originally named Joseph, was designated as an Apostle due to his extraordinary missionary achievements and holy life. Famously called the “Son of Encouragement” by the early Church, he demonstrated massive generosity by selling his property for the communal care of the poor. Crucially, Barnabas served as a vital bridge of trust, welcoming the newly converted Saul (St. Paul) when others feared him, and later restoring the disheartened John Mark (St. Mark) back into spiritual service. After establishing a thriving, inclusive community in Antioch, he returned to Cyprus, where he sealed his lifelong apostolate of kindness with a glorious martyr’s death.
Reflection for the Faithful: The radiant legacy of St. Barnabas challenges us to become agents of affirmation and second chances in our modern environments. He shows us that looking at people through the lenses of divine mercy can unleash incredible potential for the Kingdom of God. In a highly judgmental world, let us seek his intercession to speak words that heal, to lift up those who have stumbled, and to be a welcoming presence that draws souls closer to the communal love of Jesus Christ.



